• » 54. ชวน ทักษิณ อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์

    บทความ

    พ่อรวยสอนลูก พ่อจนสอนลูก

    ศาสตราจารย์  ดร. อุทิส  ศิริวรรณ

    วันพุธที่ 11 กันยายน 2556

    ———–

    “หลักการตลาดสมัยนี้ ยังเปลี่ยนไป จากเดิมเน้น “ราคา” วันนี้ แวดวงการตลาด “คุณภาพของสินค้า” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ “ราคา” อันดับ 3 คือ “การสร้างแบรนด์”

    ทั้ง 3 ปัจจัยนำไปสู่การสร้างกระแส “บอกต่อ” พรรคการเมืองที่จะชนะในยุคนี้และยุคต่อๆไป นำหลักการตลาด 3 ข้อนี้ไปใช้ได้ เช่นเดียวกัน คนในสังคมและแวดวงอื่นๆ ก็นำไปใช้ได้เช่นกัน”

    (ที่มา: ศาสตราจารย์ ดร. อุทิส ศิริวรรณ, อาทิตย์ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๖)

    พ่อจนสอนผมเสมอว่า “จงใช้ชีวิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของคนทั่วไป”

    ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสอนของพ่อรวยที่สอนว่า

    “ถ้าลูกต้องการเป็นคนรวย ลูกต้อง เขยิบ มาตรฐานการใช้ชีวิตให้ดีกว่ามาตรฐานของคนทั่วไป)

     (ที่มา: หนังสือพ่อรวยสอนปลุกอัจฉริยภาพทางการเงิน โดยคิโยซากิ, 2551: หน้า 131)

    ในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา ชื่อที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยทั้งประเทศคือ นายชวน หลีกภัย ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ในรอบ 10 ปีนี้ หนังสือที่ “โดนใจ” นักอ่านทั่วโลกชื่อ Rich Dad Poor Dad แปลเป็นไทยว่า “พ่อรวยสอนลูก” ร้านหนังสือใหญ่ๆ มีวางขายทั่วไป

    สาระสำคัญของหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” เปรียบเทียบ “คำพ่อสอน” ระหว่างพ่อที่ยึดติดกับระบบเจ้าขุนมูลนาย ตำแหน่ง หน้าที่ ระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ ขนบแบบดั้งเดิม

    ส่วนพ่อสำหรับคนรุ่นใหม่คือ “พ่อรวย” สอนให้ลูกคิดเอง ทำเป็น รู้จักวิธีเลี้ยงตัวเองให้รอด ภายใต้สถานการณ์แข่งขันและเศรษฐกิจที่กวัดแกว่ง ไม่จีรังยั่งยืน

     

    ภาพลักษณ์ของท่านชวน คือภาพของ “พ่อจน” คนในสังคมรับรู้ว่าเป็นคนมีฐานะไม่สู้จะดีนัก
    มาเรียนหนังสือก็เป็นเด็กวัดอมรินทราราม แถวศิริราช ท่านเองก็ไม่ได้ปกปิดสถานะ และภูมิใจที่เป็นเด็กวัด
    คนส่วนใหญ่ต่างชื่นชมท่านชวน เพราะท่านเป็นภาพลักษณ์ของคนซื่อสัตย์ สร้างตัว สร้างฐานะ สั่งสมบารมีทางการเมือง
    ด้วยความซื่อสัตย์ สมถะ ไม่หากินทางคดโกง ฉ้อฉลเชิงนโยบาย เป็นที่รัก เป็นที่ชื่นชอบของคนเมือง ในสังคมเมือง
    ซึ่งภาพความยากจน เป็นภาพที่ยัง “ขายได้” จนถึงปัจจุบัน

    คนแถบใต้ทั้งหมดนับถือท่านชวนดุจเทพเจ้า ถึงขนาดเลื่องลือเล่าขานกันว่า บารมีของท่านชวน ไม่ต่างจากจตุคามรามเทพ ขอให้คนชื่อ “ชวน” ส่งลง เล่ากันขำขันว่าส่งเสาไฟฟ้าไปลงก็ยังได้

    คนในสังคมไทยชอบท่านชวน เพราะท่านเป็น “แรงบันดาลใจ” ของคนสมัยหนึ่งที่สร้างฐานะจากเด็กวัดยากจน ปากกัดตีนถีบ แต่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ไม่โกง ไม่กิน ไม่เห็นแก่ตนเอง ยึดส่วนรวมเป็นหลัก

    ด้วยเพราะเป็นนักกฎหมาย ศรัทธาเชื่อมั่นในหลักการ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกฎหมาย จึงระมัด ระวัง ละเอียด ถี่ถ้วน รอบคอบ รอรายงานก่อนจึงค่อยพิจารณา คนอีกกลุ่มเลยมองว่าแม้ท่านจะเป็นคนดีแสนดีแค่ไหน แต่ลงว่า คิดช้า ทำช้า เห็นผลช้า ก็ทำมาหากินกับนานาชาติ ตามชาติอื่นๆ ไม่ทัน คนส่วนหนึ่งจึงเสื่อมความนิยม แต่ไม่ได้ลดระดับความนับถือและเชื่อถือ ทุกคนก็ยังเชื่อถือและนับถือในคุณงามความดีของท่าน แยกส่วน แยกประเด็นกันให้ชัดเจน

    คนไทยในภาคอื่นๆ นอกจากภาคใต้ ก็เลยมองว่า น่าจะมองหา “ตัวเลือก” “ตัวเล่น” ใหม่

    ให้บังเอิญว่า มี “พ่อรวย” เกิดมาทันยุค ทันสมัย ทันเหตุการณ์พอดี นั่นคือ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร

    กระแส “ทักษิณฟีเวอร์” ก็อย่างที่รู้ ที่เห็น ไม่ว่าจะมีวิชาเทพ วิชามาร วิชาคุณไสย ไสยศาสตร์ มนตร์ขาว

    มนตร์ดำ ก็ยากจะสกัดกั้นให้ท่านและพรรคพวกไม่ให้หวนคืนสู่รัฐสภา ดังที่รู้ที่เห็นที่ทราบกัน

    ส่วนท่านทักษิณ ภาพลักษณ์ของท่านในสายตาคนทั่วไป คือ “พ่อรวย” ใครก็อยากใกล้ชิด อยากฝากเนื้อฝากตัว
    อยากเข้าหา “พ่อรวย” เพราะรู้ว่า “พ่อรวย” เนรมิตและดลบันดาล ลาภยศสุขสรรเสริญตำแหน่งได้
    ยกเว้นเฉพาะกลุ่มที่เป็นลูกแท้ๆ ของ “พ่อจน”

    ภาพลักษณ์ของท่าน ดร. ทักษิณขายได้แถบภาคเหนือและอีสาน เป็นภาพของ “พ่อรวย” ท่านเป็น วีรบุรุษ เป็นคนเก่งกล้ามากด้วยความรู้ความสามารถมีพรรคพวกมาก ถนัดทั้งบู๊และบุ๋น สอนคนให้รู้จักทำมาหากินเก่ง ไหวพริบปฏิภาณ ฉลาดหลักแหลม มากด้วยวิสัยทัศน์ เป็นคนมองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง คิดเร็ว ทำเร็ว เห็นผลเร็ว วันนี้ ขอเพียงให้ท่านทักษิณส่งลงส.ส. รับรองได้เป็นแน่นอนเช่นเดียวกับภาคใต้

     

    วันนี้ ท่านอภิสิทธิ์ ถือเป็นตัวแทน หรือลูกของ “พ่อจน” ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์ ถือเป็นตัวแทน หรือลูกสาวของ “พ่อรวย” ปัญหาคือ ท่านอภิสิทธิ์ ในฐานะตัวแทน “พ่อจน” ยังสร้างกระแสแบบ “ส่วนใหญ่” เอาด้วยยังไม่ได้

    หมายความ ว่าแฟนคลับท่านยัง “กระจุก” แต่ไม่ “กระจาย” ถ้าท่านกล้าพลิกบทบาทเป็น “กำนัน” ใจถึง-พึ่งได้ บทบาทอาจ “พลิกฟ้า พลิกแผ่นดิน” พลิกคะแนนเสียงให้กลับคืนมาได้อีกรอบ อยู่ที่ท่านและทีมจะ “กล้า” หรือไม่?

    เพราะนิสัยคนที่ไม่เคย “เลี้ยงใคร” แม้แต่กาแฟแก้วเดียว อยู่ๆ จะให้ “เลี้ยงแหลก” หรือ “ลด-แลก-แจก-แถม” ก็คงจะ “ทำใจ” ลำบาก ยากเย็น แสนเข็ญอยู

    ทั้งท่านอภิสิทธิ์และท่านยิ่งลักษณ์ ต่างเป็นคนที่ “ดี” และ “เก่ง” เหมือนกัน แตกต่างตรงที่คนหนึ่งเป็นชาย เป็นลูกของ “พ่อจน” ส่วนอีกคนเป็นหญิง เป็นลูกของ “พ่อรวย”

    ท่านอภิสิทธิ์ ยึดหลักคำสอน “พ่อจน” โดยเคร่งครัด ทำงานตามกฎกติการะเบียบ ขณะเดียวกันก็ปรับใช้แนวคิด “พ่อรวย” บ้างเหมือนกัน มีนโยบาย “ประชานิยม” ที่พยายามทำ แต่การทำการเมืองของท่านอภิสิทธิ์ ก็น่าเห็นใจ เพราะท่านมี “ตำแหน่ง” แต่ไม่มี “อำนาจ” สั่งการ

    เพราะการสั่งการทางการเมืองมี 2 รูปแบบ

    แบบแรกคือสั่งการด้วย “ลายลักษณ์อักษร” อีกแบบคือสั่งการด้วย “วาจา” ท่านอภิสิทธิ์มีอำนาจสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การสั่งการด้วย “วาจา” เป็นของคนอื่น

    เราก็เลยเห็นสภาพ “รักยม” เกิดขึ้นในสมัยท่านอภิสิทธิ์ เพราะคนมีอำนาจสั่งการด้วย “วาจา” ปรากฏตัวมากมาย อีกอย่างหนึ่ง ท่านอภิสิทธิ์ท่านเองรักษาภาพลักษณ์ “พ่อจน” เคร่งครัด ท่านชวนมีคำสอนที่ชอบสอนดังๆ เสมอว่า เป็น ส.ส. มาได้ ไม่เคยเลี้ยงกาแฟใครแม้แต่แก้วเดียว ไม่ต้องมาหา มาพบ มาวิ่งเต้นขอตำแหน่ง อย่าอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนสนิท ไม่สนิทสนมกับใครทั้งสิ้น

    “พ่อจน” แบบนี้ ว่าไปก็ดี เป็นระบบที่น่าสนับสนุนส่งเสริม ถ้าเป็นเช่นนี้จริง แต่ปรากฏว่า เมื่อฝ่ายตรงกันข้ามได้ทดสอบและตรวจสอบ จนค้นพบว่า “ท่านเทศนาในสิ่งที่ท่านไม่เชื่อ” ก็เลยเกิดกระแส “ผิดหวัง” เพราะเข้าพบ เข้าหาแล้วไม่ได้ดังที่ใจหวังและคาดหวัง

    การเมือง เป็นเรื่อง “แยบยล” เป็นเรื่องของการจัดสรรและแบ่งปัน “ผลประโยชน์” คนที่จัดสรรผลประโยชน์เป็น รู้หลัก “จ่ายบน-จ่ายกลาง-จ่ายล่าง” หลักการ “จ่ายครบ-จ่ายขาด-จ่ายเกิน” หลักการ “ใจถึงพึ่งได้” หลักการ “อวยยศอวยตำแหน่ง” เอื้อประโยชน์ให้คนรอบข้างเป็น ไม่หวงยศ หวงตำแหน่ง หวงเงิน หวงเก้าอี้ ใจกว้าง ไม่สร้างศัตรู จะอยู่ยั้งยืนยงในวงการเมืองได้ยาวนาน

    ยิ่งคนที่รู้หลัก “สลากกินแบ่ง” ไม่ “กินรวบ” จะยิ่งอยู่กับ “ระบบ” ยั่งยืน โดยเฉพาะการมี “ข้าราชการ” เป็นสมัครพรรคพวก เพราะข้าราชการ รับรู้ปัญหาที่เป็นประเด็นนำมาเสนอเป็นแผนงาน เป็นโครงการต่างๆ

    แต่ปัญหาคือระบบการเมือง เป็นระบบ “ผลประโยชน์” ล้วนๆ และเป็นวัฒนธรรมแบบ “รู้หน้าไม่รู้ใจ” คนไหนที่ เก่งเกิน หรือดี-เด่น-ดัง มากด้วยความรู้ความสามารถ ก็จะ “อยู่ยาก” เพราะจะเผชิญกับพฤติกรรม “อิจฉา-เลื่อยขา-เหยียบตาปลา”

    วงการการเมืองก็เหมือนวงการอื่นๆ คนลงการเมืองที่อิจฉาริษยาสูง มีนิสัย “อีแอบ” ชอบแอบเลื่อยขาเก้าอี้ แอบฆ่าน้อง-ฟ้องนาย-ขายเพื่อน มีอยู่มากมาย  รัฐมนตรีท่านหนึ่ง เคยบอกผมว่า เป็นใหญ่เป็นโตต้อง “หูหนัก” เพราะคนรอบตัวถูกฟ้อง ถูกเขียนบัตรสนเท่ เล่นงานจน “หูอื้อ หน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะ”

    บางครั้งทำงานการเมือง ก็เกิดไป “เหยียบตาปลา” เจอกับกิ๊กบ้าง เด็กของ “ผู้ใหญ่ผู้โต” บ้าง “หลังบ้าน” บ้าง เป็นเรื่องไม่ง่ายในการจัดการ “อารมณ์” ที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวัน

    ไม่นับคนที่ “ร้อยวันพันปี” ไม่เคยติดต่อกัน ไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยมาหากัน ในยามตกทุกข์ได้ยาก ครั้นพอได้ดิบได้ดีทางการเมือง “เพื่อน-พ้อง-น้อง-พี่-ศิษย์” ฯลฯ จะปรากฏตัวกันเป็นทิวแถว มาขอให้ช่วยเหลือเรื่องนั้นเรื่องนี้

    สำเร็จสมหวังก็ “ศรัทธา” ไม่ได้ดังใจก็ “ด่าว่า” แถมบางคน แนะนำให้รู้จักกัน ไปติดต่อ ไปคุยโครงการกันเอาเอง พอสำเร็จ ไม่เคยมาบอกเล่า พอไม่ได้ดังที่คาดหวัง ก็กลับมาหา อ้างว่าเพราะแนะนำให้รู้จัก ช่วย “หย่าศึก” ให้ด้วย

    ผมถึง “ตรัสรู้” หลักธรรมทางการเมืองว่า ทำไมนักการเมืองใหญ่ๆ โตๆ ไม่ให้ใครต่อใครเข้าพบ เข้าหา หรือสนิทสนมกันง่ายๆ เพราะบางครั้ง บางทีก็ “แอบอ้าง” เอานามบัตรไปเบ่งบ้าง เอาภาพที่ถ่ายร่วมกันไปหาผลประโยชน์นอกเหนือจากที่พึงมีพึงเป็นพึงได้

    ท่านอภิสิทธิ์เอง ในภาพรวมเผชิญสภาพปัญหาของ “พ่อจน” คือจะสอนลูกแบบค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติ ในกรอบ ในระบบ ในระเบียบ ห้ามออกนอกกฎ เน้นให้เป็น “เจ้าคนนายคน” ไม่ให้ “ก้าวกระโดด” ไม่ให้โตเร็วเกินไป ซ้ำยังเกิดค่านิยม คิดลบกับคนบางกลุ่ม

    พ่อจนมองว่าการสร้างตัวสร้างฐานะให้รุ่งเรืองร่ำรวยรวดเร็ว น่าจะเกิดจากการประพฤติไม่สุจริต ไม่ซื่อสัตย์

    พ่อจน ต้องการสอนให้ลูกๆ สมถะ มักน้อย ประหยัด เรียบง่าย และให้ทำงานหนัก ซึ่งแนวคิดนี้ สวนทางกับคำสอนของ “พ่อรวย” ที่ต้องการให้ลูกเป็นอิสระด้านการเงิน เวลา ตำแหน่งงาน และสำคัญที่สุด “ความมั่นคง” ในชีวิต

    สงคราม “ตัวแทน” จึงเกิดขึ้น เมื่อท่าน ดร. ทักษิณ ลงการเมืองไม่ได้ ก็ส่งตัวแทนลง ตั้งแต่ระดับปริญญาเอก ปริญญาโท ปริญญาตรี ลดระดับลงมาเรื่อยๆ จนถึงระดับมัธยม ระดับประถม และแนวโน้มอาจส่งระดับอนุบาลลง หมายความว่า ท่านเข้าใจบริบทการเมืองไทยว่า ไม่ต้องการ “คนดีคนเก่ง” เหมือนที่โฆษณากันปาวๆ  ต้องการเพียงแค่คนที่ “ซื่อสัตย์” “สั่งได้” และ “ไว้ใจได้” เท่านั้นก็พอ

    นี่คือ “สัจธรรม” การเมืองไทย ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ก็หนีหลักธรรมข้อ “สัจจะ” คิดจริง พูดจริง ทำจริง ไปไม่พ้น

    เป็นอุทาหรณ์สอนเตือนคนในวงการอื่นๆ เช่นกันว่า จะทำอะไรกับใครก็แล้วแต่ ทุกวงการต้องการคนที่ “ซื่อสัตย์” คำไหน คำนั้น เป็นอันดับแรก แต่ความเป็นจริง สังคมไทย เรามักเผชิญแต่คนรอบตัวที่ฉ้อ ฉล คด โกง มากด้วยเล่ห์เพทุบาย

    ไม่มีหลักใดใช้ได้เท่ากับคำสอนโบราณ “รู้เท่าเอาไว้กัน รู้ทันเอาไว้แก้” และ “มาทางไหน ก็ไปทางนั้น”

    หลักการนี้ใช้ได้ผลกับคนโป้ปดมดเท็จ โอ้อวด เอ่ยอ้างเกินจริง ซึ่งมีมากมายมหาศาลยุบยับยิ่งกว่ามดปลวกในรัง

    ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์เอง ใช้หลักการสำคัญ 2 ข้อเท่าที่ผมสังเกต ข้อแรกคือ “ทำใจ” ไว้แล้วว่าต้องเผชิญการ “รับน้อง” ทางการเมืองอย่างไร? และก็เป็นจริงดังคาด เพราะถูก “ใส่ร้าย สาดโคลน” ด้วยเรื่องครอบครัว และตามด้วยเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย  แต่ก็ใช้หลัก “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” นิ่งเฉย อมยิ้ม ไม่โต้ตอบ แอ๊บแบ๊ว ทำหน้าซื่อ ไร้เดียงสา

    นักการเมืองชายทั้งหลาย ไปกันไม่เป็น เมื่อเจอกับลีลา “พระนางจามเทวี” แห่งศตวรรษที่ 21 ลองคลิกกูเกิ้ลอ่านประวัติพระนางจามเทวีตอนเผชิญศึก “ขุนวิลังคะ” กับทหารอีกกว่า 80,000 คนดู เราจะเห็นภาพการเมืองสมัยนี้ชัดเจนว่า “ขุนวิลังคะ” พ่าย “พระนางจามเทวี” อย่างไร?

    อีกหลักที่ท่านนายกฯยึดคือ “เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์” ดังคำโบราณ “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” สิ่งที่ผมเชื่อว่า นักการเมืองทุกคนทั้งท่านชวน ท่านอภิสิทธิ์ ท่านทักษิณ ท่านยิ่งลักษณ์ มีเหมือนกันหมดคือ ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ตามอุดมการณ์ ความคิด ความฝัน ความเชื่อ และศรัทธาที่ตนเองมี แต่ต้องด้วย “วิถีทาง” ที่ตนคิด และตนเชื่อเท่านั้น

    ก็เหลือประชาชนจะเลือกเอาเองว่า ชอบการเมืองแบบ “พ่อรวย” หรือแบบ “พ่อจน”

    พ่อรวยมองว่า เวลาซื้อไม่ได้ คนเราเกิดมาช่วงอายุมีจำกัด ต้องคิดค้น ใช้วิธีการ ใช้เครือข่าย ทีมงานและต้องดิ้นรนไขว่คว้า ต่อสู้ ค้นหา “โอกาส” ใหม่ๆ ตลอดเวลา อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่

    ปัญหาของ “พ่อรวย” คือต้องการให้ลูกๆ สร้างฐานะ สร้างรายได้ โดยรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ รู้จักประเมินสถานการณ์ และสามารถสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ยืนหยัดได้บนลำแข้งของตัวเอง ก็เลยเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความตื่นตระหนกด้านวัฒนธรรม” หรือที่เราเรียกแบบไทยปนอังกฤษว่าคัลเชอร์ช็อก

    สังคมไทย พ้นเขตเทศบาลออกไปต่างเคยชินกับระบบราชการมานาน รู้สึกเป็นเรื่องปกติที่เห็นใครคนหนึ่ง เกษียณมาแล้ว ก็ยังอยู่บ้านหลังเล็กๆ รถเก่าๆ วิถีชีวิตปกติ แต่สังคมไทยสมัยนี้ ถูกเปิดด้วยระบบสื่อสารเทคโนโลยีทันสมัย ระบบเคเบิลทีวี ดาวเทียม ระบบออนไลน์ ทำให้คนในเมืองและนอกเขตเทศบาลได้รู้ได้เห็นว่า อีกด้านหนึ่งของเหรียญ วันนี้บ้านหลังละ 60-100 ล้านบาท มีคน “รุ่นเดียวกัน” อายุ 20-30-40-50 มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู มีงานที่หาเงินมาซื้อบ้านแบบนั้นได้ ได้เที่ยวเมืองนอก ได้พักผ่อน ได้กินอาหารหรู ได้ช้อปปิ้งกันจริงจัง ต่อให้คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า ก็รู้สึกว่า “เขาทำได้เราต้องทำให้ได้”

    คนรุ่นใหม่ ไม่อยากเผชิญ “ความยากลำบาก” เหมือนคนรุ่นเก่าเคยเผชิญ นี่คือ “ความลับ” ที่ฝ่ายการเมืองต้องตีโจทย์ให้แตก รวมถึงระบบการศึกษาซึ่งมหาวิทยาลัยในอเมริกาล้มเหลวกันมาก่อน เพราะไม่เข้าใจการเรียนการสอนให้เข้าใจ “ระบบการเงิน” และ “ระบบการลงทุน” ที่ทันสมัย ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยในเมืองไทย ที่ยิ่งตามหลัง และล้าหลังมากในเรื่องนี้ แต่ก็ยังพยายามปรับตัวให้ทันกับระบบเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน แนวใหม่

    วันนี้ การเมืองไทย กำลังเผชิญสภาวะ “กินดีอยู่ดี” หันไปทิศทางใด ทุกคนอยากกินดี อยู่ดีกันหมด ไม่มีใครอยากอยู่กระต๊อบ บ้านดิน กินน้ำพริก ปลาร้า เหมือนสมัยเก่า คนสมัยนี้ไม่อยากกินกาแฟโอยัวะอาแปะอาม่า ขวนขวายหากาแฟสตาร์บัคส์ แก้วละ 100 บาทขึ้นจึงจะนับว่าเท่ อยากกินอาหารที่หลากหลายขึ้น ปลาดิบญี่ปุ่น จิ้มจุ่มเกาหลี จะได้ทันสมัย ไม่อยากขี่มอเตอร์ไซค์ อยากอัพเกรดขับปิ๊กอัพ  อยากขับรถเก๋ง แบบญี่ปุ่นก็ไม่ชอบ ฝันอยากขับรถเบนซ์ ขับเบนซ์ก็อยากขับลัมโบร์กินี บ้านธรรมดาก็ไม่อยากอยู่ อยากอยู่คฤหาสน์ ประเทศลาวเขมรพม่าเวียดนามไม่อยากไป อยากไปเที่ยวสวิส ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน อเมริกา

    งานกินเงินเดือน เข้าเช้าออกเย็นก็ไม่อยากทำ อยากทำงานที่ใช้ “สมอง” คิด และได้เงินแบบ “รวยเร็ว รวยแรง รวยรวด” นี่คือโจทย์ที่ “การเมือง” ต้อง “ทัน” กระแสการเปลี่ยนแปลงค่านิยมคนในสังคมไทย ยุคที่ข้อมูลข่าวสาร “ทันกัน”

    สังคมไทยวันนี้ ใครเป็นใคร คลิกกูเกิลเช็คแวบเดียว แทบจะรู้หมดว่าคนๆ นั้นไปทำอะไรมาบ้าง

    ท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ภาพลักษณ์ปราดเปรียว ว่องไว คนรุ่นใหม่ ทันสมัย อัพเดตไอทีตลอด ใช้แอพใหม่ๆ ไม่ตกยุค ทั้ง app LINE WhatsApp Facebook ฯลฯ กอปรกับคนรุ่นใหม่เห่อ และนิยม “ดารา” ท่านนายกฯ เราก็ไม่ตกยุค แต่งตัวตามแฟชัน ปรับลุคให้ดูดี ก็เลยเรียกเสียง “กรี๊ด” ได้จากกลุ่มนิยม “พ่อรวย” ส่วนกลุ่ม “พ่อจน” ก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่า “คิดอย่างไร”

    สัจธรรมของโลก เหรียญมี  2 ด้านเสมอ ด้านหนึ่งเมื่อมีคนชมก็ชอบ อีกด้านหนึ่งก็มีคนเกลียดและด่า  เป็นหลักคิดที่ทุกวงการนำไปใช้ได้ ไม่มีใครชอบเราทั้งหมด ไม่มีใครเกลียดเราทั้งหมด

    จะดีจะชั่ว อยู่ที่ตัวเราทำ  จะสูงหรือต่ำ อยู่ที่เราทำตัว

    อย่างที่บอกว่า “พ่อจน” เน้น “จริยธรรม” และ “ศีลธรรม” ดังนั้น กลุ่ม “พ่อรวย” สอน จึงถูกตั้งคำถามมากมาย เพราะสังคมไทยวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดและโตมากับ “พ่อจน” สอน

    ครั้นเมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและเคเบิลเปิดโลกให้เห็นมุมที่ตนไม่ได้เห็น แม้จะเชื่อฟังคำสอน “พ่อจน” มากมายแค่ไหน ลึกๆ ก็แกว่ง ลึกๆ ก็เขว เอนเอียงไปทาง “สบาย” ใครก็อยาก “สบาย” ไม่อยาก “ลำบาก”

    ลึกๆ ในใจจึงเอนเอียงมาทาง “พ่อรวย” แอบคิดแอบฝันในใจว่า ต้องมีสักวัน ต้องมีสักวัน  แต่ไม่กล้าคิดดังๆ ที่กล้าคิดดังๆ ก็ “แหกค่าย” “แหกกฎ” ย้ายหนีมาอยู่กับ “พ่อรวย”

    ผม นึกถึงวัดต่างๆ หลวงพ่อ หลวงปู่ต่างๆ ก็แบ่งเป็นสาย “หลวงพ่อรวย” และ “หลวงพ่อจน” เช่นกัน ผมสังเกตเอาเองว่า วัดที่เดินตามแนวคำสอน “พ่อรวย” เน้น “คุณไสย” นำ “พุทธธรรม” จะมีลูกศิษย์ลูกหาหลั่งไหลไปหามากมายก่ายกอง

     

    พระอาจารย์ต่างๆ ท่านเล่าให้ผมฟังเสมอว่า สอนคนสมัยนี้ สอนยาก สอนตามหลักธรรม เน้น “วิปัสสนา” พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ลูกศิษย์หนีไปอยู่กับ “พระเกจิ” กันหมด
    ท่านรู้ดีว่า คนสมัยนี้ ไม่สน สวรรค์ และ นิพพาน  สนใจความสุขเฉพาะหน้าว่า ทำอย่างไร ? ด้วยวิธีการเช่นไร?
    ที่จะ ร่ำรวย แบบ รวยเร็ว รวยแรง รวยรวด

    วัดพระธรรมกาย ตอบโจทย์นี้ได้ ตีโจทย์นี้แตก ก็เลยระดมคนเข้าวัดได้นับล้านคน วัดหลวงพ่อวิริยังค์ก็เช่นกัน ใช้
    สมาธิ เป็นตัวนำทางการตลาด คนก็เข้าวัดหลักแสนได้เช่นกัน
    เมื่อไปวิเคราะห์เจาะลึกดู ไม่ได้มีอะไร “แอบแฝง” หรือ “ซ่อนเร้น” เน้น “อธิษฐานจิต” ทำจิตให้มีพลัง เมื่อใดก็ตามที่จิตมีพลัง มีสมาธิ คิด พูด ทำการใดๆ ก็สำเร็จ

    สอนธรรมะชั้นสูงเกินไป คนตามไม่ทัน ก็ “หนี” กันหมด นี่คือสัจธรรม คล้ายกับ “พ่อจน” และ “พ่อรวย” สอน

    จริงหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น วัดโสธร วัดไร่ขิง วัดพระพุทธชินราช วัดพระธรรมกาย วัดที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ “การตลาด” นำ จะมีศิษย์แบบ “พ่อรวย” ไปหากันมืดฟ้ามัวดิน เพราะคิดและเชื่อว่า สักวันต้องรวย สักวันต้องรวย

    วัดเหล่านี้ มีคนไป หลักหมื่นถึงหลักแสน บางวัดเช่นวัดพระธรรมกาย มีสมาชิกมากมายถึงกว่า 10 ล้านคน! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

    แตกต่างจากวัดเดินตามแนว “พุทธธรรม” เคร่งครัดอย่างวัดญาณเวศกวัน วัดป่าสายต่างๆ แม้จะมีคนไปบ้าง ก็ประมาณไม่เกินหลักพัน

    ถึงที่สุด วัดทั้ง 2 รูปแบบ ทั้งวัดที่สอนแบบ “หลวงพ่อรวย” และ “หลวงพ่อจน” ก็ยังมีสาธุชนไปกันอุ่นหนาฝาคั่ง บ้างก็ไปทั้ง 2 วัด ไปดู ไปเห็น ไปสัมผัส

    ผมว่าสมาชิกพรรคการเมืองก็เช่นกัน บางคนก็อยู่ครบทั้ง 2 พรรค บางคนแยกออกไปตั้งอีกพรรคเลยก็ยังมี นี่คือสัจธรรมเช่นกัน บ้างไปตั้งพรรคเอง เอาตัวไม่รอด ก็ย้ายกลับมาสังกัดพรรคเดิม ก๊วนเดิมก็ยังมี

    สาระที่จับประเด็นได้คือ “พ่อรวย” มีคนนิยมมากกว่า “พ่อจน” โพลต่างๆ ที่ถามคนไทยสมัยนี้ถึงตกอกตกใจกันเพราะคนสมัยนี้ไม่ “สนใจ” ว่าจะ “ทุจริตเชิงคอรัปชัน” ขอให้ฉัน “อยู่ดีมีสุข” ก็พอ!

    นี่คือ “สภาพที่เห็น” และ “สภาพที่เป็น” ของสังคมไทยสมังนี้

    ดังนั้น ไม่แปลกที่ คนส่วนใหญ่จะเทใจให้ “พ่อรวย”

    ส่วนการที่จะรวยแล้วเพราะทำมาหากินสุจริตหรือทุจริตกันแน่? ยังเป็นปริศนาที่คนอีกกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นคนอีกฟากหนึ่งในสังคม ตั้งคำถามและยังสงสัยจนถึงบัดนี้?

    ซึ่งหลายข้อสงสัย บางอย่างก็ชัดเจนในตัว แต่บางอย่างยังไม่มีคำตอบ และก็ไม่ต้องการให้ตอบ ซึ่งคาดเดาตอบพร้อมโจทย์พร้อมเฉลยเบ็ดเสร็จแล้วว่า ช่างมัน ฉันไม่แคร์

    แต่กลุ่มที่สงสัยบางกลุ่มก็ “เล่นแรง” จนเลยเถิด เพราะเกิดกระบวนการตาม “เช็คบิล” ก็เลยเกิดแรงต้านที่รุนแรงจากกลุ่มคนที่ทนเห็น “พ่อรวย” ถูก “ตั้งข้อหา” รุนแรงเกินจริง เลยเถิดลามปามกลายเป็นกระแส “พ่อรวย” ถูก “กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี”

    วกกลับมาที่คำสอน “พ่อจน” กันต่อ

    “พ่อจน” สอนลูกๆว่ารายได้อื่นนอกเหนือจาก “เงินเดือน” เป็นเรื่อง “ทุจริตประพฤติมิชอบ”

    “พ่อจน” สอนว่าลูกต้องมีรายได้ทางเดียวคือ “เงินเดือน” เท่านั้น และห้ามรวยทางลัดเป็นอันขาด ยกเว้น จะเป็นเจ้าคนนายคน มีตำแหน่งสูงๆ ถึงขั้น คิดเอง ตั้งเรื่องเอง กินเอง ชงเอง เสร็จสรรพ

     

    ระบบ “พ่อจน” คนจะรวย คือคนที่เป็นเจ้าคนนายคนเท่านั้น ลูกน้อง “ห้ามรวย” เป็นอันขาด!

    แตกต่างจาก  “พ่อรวย” ซึ่งสอนว่าคนจะรวย ไม่มีข้อห้าม ไม่มีข้อจำกัด ใครก็ได้ สามารถรวยเร็ว รวยแรง รวยรวด รวยทันที รวยทันใด รวยทันใจ รวยทันตาเห็น จากรายได้อื่นๆ นอกเหนือจาก “เงินเดือน”

    “พ่อรวย” สอนว่า คนเราร่ำรวยได้จากความคิด จากแผน จากโครงการ จากส่วนแบ่งคอมมิชชัน ค่านายหน้า ค่าการตลาด ค่าบริหาร ค่าจัดการ ค่าแนะนำ ค่าลายเซ็น ค่าพาไปพบ ค่าวิ่งเต้น  ฯลฯ

    ผมอ่านและรับฟังเรื่องราวแล้ว ผมหวนนึกถึงฐานะและความเป็นอยู่ของคนไทยตามภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะคนอยู่ตามชนบท ส่วนใหญ่ก่อร่างสร้างหนี้สินไว้เป็นอันมาก เป็นกลุ่มคนที่อดอยากไม่มีจะกิน ซึ่งยังมีอยู่เป็นอันมากตามชนบทแถบภาคเหนือและภาคอีสาน รวมถึงภาคกลาง ส่วนใหญ่จะนิยมชมชอบ “พ่อรวย”

    แตกต่างจาก “คนเมือง” โดยเฉพาะคนเมืองหลวง และเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงภาคใต้ที่เป็นตัวของตัวเอง ต่างนิยมคำ “พ่อจน” สอน และอยากเห็นคนในสังคม “กตัญญู” “ซื่อสัตย์”  เคารพ “พ่อจน” กันให้มากๆ เพราะ “พ่อจน” ทุ่มเททำงานเพื่อส่วนรวมตลอดชีวิต ยึดมั่นอุดมการณ์เป็นหลัก

    ปัญหาคือ คนภาคเหนือและคนอีสาน ส่วนใหญ่ต่างต้องการยกระดับฐานะและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น ไม่มีใครต้องการอยู่อย่างยากจน ทุกคนอยากเป็นลูกของพ่อรวย อยากรวยด้วยวิถีใดๆ ก็ได้ด้วยกันทั้งนั้น นี่คือความจริงที่ผมได้พบเห็นมา!

     

    ถ้าถามผม ผมว่าภาคการเมือง น่าจะมีการแบ่งพื้นที่ให้ 2 ฝ่ายคือ กลุ่ม “พ่อจน” และกลุ่ม “พ่อรวย”

    ทำงานทางการเมือง แบ่งแยก ปกครอง กันให้เด็ดขาดชัดเจน ต่างฝ่ายจะได้ “ทำงาน” เป็นประโยชน์แก่

    “ฐานเสียง” ของแต่ละกลุ่ม เพราะผมเชื่อว่า “พ่อรวย” และ “พ่อจน” เป็นสีสันของสังคมการเมือง

    และจะยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป เพราะคนไทย ไม่ชอบ “พ่อ” แบบใดแบบหนึ่งคงทนถาวร ไม่เกิน 4 ปีก็เบื่อหน่าย

    แล้วก็จะแสวงหา “พ่อ” ในฝั่งที่ตรงกันข้าม เป็นวัฏจักรหมุนเวียนตลอดเวลา

     

    บทสรุป ผมมองว่าสังคมไทยก็จะยังคงมีพ่อ 2 รูปแบบ ทั้งพ่อจน และพ่อรวย อีกนานเท่านานครับ ด้วยเหตุผลที่ผมเรียนแล้วในตอนต้น “สภาพเศรษฐกิจ” ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า “พ่อแบบไหน” จะโกยคะแนนเสียงจากคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มากกว่า?

    หลักการตลาดสมัยนี้ ยังเปลี่ยนไป จากเดิมเน้น “ราคา” วันนี้ แวดวงการตลาด “คุณภาพของสินค้า” มาเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ “ราคา” อันดับ 3 คือ “การสร้างแบรนด์”

    ทั้ง 3 ปัจจัยนำไปสู่การสร้างกระแส “บอกต่อ” พรรคการเมืองที่จะชนะในยุคนี้และยุคต่อๆไป นำหลักการตลาด 3 ข้อนี้ไปใช้ได้ เช่นเดียวกัน คนในสังคมและแวดวงอื่นๆ ก็นำไปใช้ได้เช่นกันครับ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 54. ชวน ทักษิณ อภิสิทธิ์ ยิ่งลักษณ์ นี่ได้เลยครับ