• » 62. Gen Y Gen Me

    คอลัมน์  How to Win

    Gen Y Gen Me

    ศาสตราจารย์  ดร. อุทิส  ศิริวรรณ

    2 เมษายน 2557

    ———–

    “เสียมบ่คมหื้อใส่ด้ามหนักๆ ความฮู้บ่นัก หื้อหมั่นฮ่ำหมั่นเฮียน”

    “เสียมไม่คมให้ใส่ด้ามหนักๆ ความรู้ไม่มากให้หมั่นร่ำหมั่นเรียน”

                   คำสอนเมืองของคนเมือง

     

                   ถ้าอยู่ในแวดวงการตลาด และเป็นคนช่างสังเกต จะพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มแปรเปลี่ยน

                   ทุกวันนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญแก่คนรุ่นเจนวาย

    คนรุ่น Gen Y (Generation Y) หมายถึง คนรุ่นGen Y ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2537

    ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-32 ปี เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีไอที

    มีพฤติกรรมกล้าแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความอดทนต่ำ ชอบการเปลี่ยนแปลง

    นิตยสารไทม์ส ฉบับ 20 พฤษภาคมปีที่ผ่านมา มีรายงานพิเศษเรื่องของเด็ก Gen Y
    ซึ่งในปัจจุบันพากันติดสมาร์ทโฟนงอมแงม
    แต่หลายประเด็นก็เป็น “ข้อคิด” ที่น่าสนใจสำหรับคนเป็น “พ่อแม่” ที่เลี้ยงลูกในสมัยนี้
    นิตยสารไทม์สอ้างอิงงานวิจัยสังคมของ สถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกาพบว่า เด็กรุ่นใหม่ในสหรัฐฯกว่า 80 ล้านคน ที่เกิดระหว่างปี 2523-2543 อายุ 20 กว่าปีขึ้นไปเป็นคน
    “มีบุคลิกที่หลงใหลในตัวเอง” เป็นอย่างมาก เห็นแก่ตัว เอาเปรียบคนอื่น
    แต่ก็มีเสียงตอบโต้จากคนเจนวายเวอร์ชันเจนมีกลับมาว่าไม่จริง
    ในปี 2523 ร้อยละ 80 ของวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการที่จะได้งานทำภายในวันเดียว และในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูง
    10 ปีต่อมามีวัยรุ่นแค่ 60% ที่คิดอย่างนั้น และ 40% ที่คิดว่าเขาควรได้เลื่อนตำแหน่งทุก 2 ปีไม่ว่าจะมีผลงานหรือไม่ก็ตาม
    จากรายงานการสำรวจของ ซิสโก้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ปีที่แล้วพบข้อมูลน่าสนใจว่า คน Gen Me ติดสมาร์ทโฟนงอมแงม  ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน
    แต่ละวันคน Gen Me จะเช็กสมาร์ทโฟนจนนับครั้งไม่ถ้วน
    2 ใน 5 คนในสหรัฐฯ เช็กสมาร์ทโฟนอย่างน้อยทุก 10 นาที
    คำถามก็คือว่าทำไมคน Gen Y ที่กลายร่างเป็นคนรุ่น Gen Me ในปัจจุบัน จึงเป็น “คนหลงตัวเอง ชอบเอาเปรียบผู้อื่น หมกมุ่นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ฯลฯ”
    ลม เปลี่ยนทิศ นักเขียนดังไทยรัฐ สรุปได้กระชับ วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ  “พ่อแม่รังแกฉัน”
    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ผมเห็นว่าดีมาก ขออนุญาตนำเสนออีกครั้ง สรุปได้ดังนี้
    เหตุผลข้อแรก ลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน พ่อ แม่จะคอยเอาใจพะเน้าพะนอ รักลูกตามใจลูก แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พ่อแม่กำลังหล่อหลอมลูกในวัยเด็กนั้น จะทำให้ลูกโตขึ้นกลายเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเอง มองตัวเองสำคัญที่สุด ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น
    เหตุผลข้อที่ 2 ลูกไม่เคยผิดหวัง เมื่อลูกเป็นศูนย์กลางของบ้าน พ่อแม่ก็เลยไม่มีใครอยากขัดใจลูก ตามใจลูกตลอดเวลา แม้ในบางเรื่องที่ไม่เหมาะสมก็ตาม
    เหตุผลข้อที่ 3 ลูกไม่เคยแพ้ พ่อแม่ก็ปลูกฝังลูกมาตั้งแต่เด็ก ต้องชนะตลอด แทนที่พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักการแพ้ชนะตามกฎกติกา จัดการกับอารมณ์ตัวเองเมื่อเป็นฝ่ายแพ้ แต่พ่อแม่มักอ้างว่า กลัวลูกจะเสียใจ เมื่อลูกเติบโตขึ้นมา แพ้ก็รู้สึกรับไม่ได้
    เหตุผลข้อที่ 4 ลูกไม่เคยลำบาก พ่อแม่ที่เป็นชนชั้นกลางขึ้นไป มักไม่อยากให้ลูกลำบาก ยิ่งพ่อแม่ที่เคยลำบากมาก่อน ก็ไม่อยากให้ลูกต้องลำบากเหมือนตัวเอง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด การปล่อยให้ลูกลำบากเสียบ้าง จะทำให้ลูกมีภูมิต้านทานที่ดี
    เหตุผลข้อที่ 5 ลูกไม่เคยมีปัญหา เมื่อลูกมีปัญหา พ่อแม่ก็ช่วยจัดการแก้ปัญหาให้หมดเพราะคิดว่าลูกยังเล็ก ไม่ปล่อยให้ลูกได้ฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เมื่อโตขึ้นเกิดปัญหาขึ้นมา ก็จะโทษคนอื่นว่าทำให้ตัวเองมีปัญหา
    เหตุผลข้อสุดท้าย ลูกที่ได้รับคำชื่นชมอย่างพร่ำเพรื่อ การชื่นชมหรือชมเชยมากเกินไปจนกลายเป็นพร่ำเพรื่อ จะกลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับลูก ชมแต่เปลือก แต่ไม่ได้ชมพฤติกรรมทำดีแท้จริง ทำให้ลูกเกิดการหลงตัวเองได้
    แง่คิดจากคนรุ่นนี้ก็คือบริบทสังคมไทยวันนี้ คนไม่ว่าจะรุ่นไหน ก็มีนิสัยไม่ดีทั้ง 6 ข้อ ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนั้น ถ้าใครสักคนอยากพบกับชัยชนะยั่งยืน ให้หลีกเลี่ยงสาเหตุทั้ง 6 ข้อข้างต้น

     

     

     

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 62. Gen Y Gen Me นี่ได้เลยครับ