• » 32. แนวโน้มการตลาดดิจิตอล 2013

    แนวโน้มการตลาดดิจิตอล 2013

    25/07/2555

    ศ. ดร. อุทิส ศิริวรรณ

    นายกสมาคมบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต

    พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน Digital Magazine

    Appsolutebiz

    พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2

    เว็บไซต์สมาคมบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต

    19.9.2555

     

     

    ผู้อ่านทุกท่านครับ ฉบับนี้ เรามาวิเคราะห์ประเด็น  “แนวโน้มการตลาดดิจิตอล 2013

    เมื่อเอ่ยคำว่า “การตลาดดิจิตอล” แล้ว หลายคนคงมีคำถามว่าคืออะไร?

    คำตอบคือ การตลาดดิจิตอล หมายถึงการรวมทุกคำนิยามที่ใช้สำหรับระเบียบวิธีทางการตลาดในโลกอินเทอร์เน็ตสมัยปัจจุบัน

    ทุกวันนี้ การตลาดดิจิตอล แบ่งคำนิยามออกเป็น 4 กลุ่ม

    กลุ่มที่ 1 การค้นหาข้อมูล การเรียนรู้ การได้รับ (Acquire) การตลาดดิจิตอลกลุ่มนี้เกี่ยวเนื่องกับ การตลาดโดยใช้ระบบสืบค้นข้อมูลที่โด่งดัง อาทิ Google การตลาดโดยใช้อีเมล์เป็นสื่อ

    วิธีทำตลาดที่น่าสนใจในกลุ่มนี้คือ การตลาดแบบ Affiliate Marketing

    สำหรับคำนี้ คงยังไม่ค่อยคุ้นหูคนไทย เพราะว่าเป็นการตลาด ในรูปแบบใหม่บนอินเทอร์เน็ต ที่ยังไม่ค่อยมีเว็บไซต์ไหนในประเทศไทยที่ใช้ระบบนี้ เพื่อทำการ โฆษณาเว็บไซต์เท่าใดนัก

    แต่ถ้าหากเป็นในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์กันอย่างจริงจัง เช่น  ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น ถ้าเอ่ยถึง Affiliate Marketing ขึ้นมาน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก

    ทั้งนี้เพราะเหตุว่าการทำตลาดแนวนี้เป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม มาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป ซึ่งเหมาะสำหรับบริษัทดอทคอม ที่เกิดใหม่

    หลายๆแห่งที่ไม่ค่อยมีงบประมาณในการโฆษณาเท่าไหร่นัก

    แนวคิด Affiliate Marketing คือ การทำการตลาดผ่านทางผู้แทนโฆษณา โดยทางบริษัทจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับผู้แทนโฆษณาก็ต่อเมื่อ ผู้แทนโฆษณาเหล่านั้นได้แนะนำคนเข้ามายังเว็บไซต์ของบริษัท และคนๆนั้นได้ทำธุรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทางบริษัทกำหนดไว้ เช่น ซื้อสินค้า หรือ สมัครสมาชิก เป็นต้น

    ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ Affiliate Marketing

    • eBay.com ให้ค่าตอบแทนกับผู้แทนโฆษณา $12 ทุกครั้งที่สามารถแนะนำให้คนมาสมัครสมาชิก

    นอกจากนี้ ในส่วนของ Acquire ยังมีหัวข้อการตลาดดิจิตอลที่น่าสนใจ อาทิการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Online PR

    กลุ่มที่ 2 การแปลงไฟล์ข้อมูลต่างๆ ทั้งตัวหนังสือ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวรวมเรียกว่า Convert

    การตลาดดิจิตอลแบบนี้  มีตั้งแต่ใช้เป็นเครื่องมือให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้และสามารถเข้าถึงข้อมูล ต่างๆ ในโลกออนไลน์ เช่น Youtube Wikipedia Facebook Twitter ฯลฯ

    กลุ่มที่ 3 เป็นการตลาดที่เน้นรักษาฐานลูกค้าและขยายฐานลูกค้าให้เติบโตเรียกว่า Retain & Grow เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับรางวัลต่างๆ เช่น เว็บไซต์บัตรเครดิต สมาชิกสายการบินต่างๆ ที่มีโปรแกรม เช่น Royal Orchid Plus ของการบินไทย

    และกลุ่มที่ 4 กลุ่มสุดท้ายเป็นการทำตลาดเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลรวมถึงการนำข้อมูลมา ปรับปรุงเพื่อให้บริการดีกว่าเดิม เรียกว่า Measure & Optimise

    การตลาดดิจิตอลแนวนี้คือกลุ่มที่ใช้สถิติผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ การสำรวจความคิดเห็นต่างๆ ออนไลน์

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2555 ผลการวิจัยของ“แมคฟิว่า” ระบุว่ากระแสแนวโน้มการตลาดดิจิตอล 2013 จะหมดยุคสร้างแบรนด์ หรือการสร้างตราสินค้าผ่านจำนวนคลิกที่กดชอบ Like อีกต่อไป

    คาดว่าในปีหน้ากระแสโฆษณาผ่าน video Content  จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่มาแรงแทน Like


    บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด ดิจิทัลเอเยนซี ได้ทำโพลสำรวจแล้วยืนยันว่าแนวโน้มการตลาดดิจิตอลในปี 2013 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคโดยมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัว ขับเคลื่อน ทั้ง Smart Phone  ตามตัวอย่างข้างล่าง


    เทคโนโลยี 3G ดูรูปด้านล่างประกอบ

     

    รวมถึง Touchscreen ดังที่แสดงตัวอย่างในรูปข้างล่าง

    Application ที่เรียกย่อๆ ว่าแอพต่างๆ สำหรับธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ซื้อขายหุ้น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รวมถึง Appsolute Biz ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ที่จะ “ฮิต” และ “ฮอต”

     


    ทั้งหลายทั้งปวงที่เอ่ยมาล้วนมีผลทำให้การสื่อสารซึ่งเป็นช่องทางการตลาดสะดวกขึ้น

    จากผลสำรวจข้างต้น  สามารถแบ่งแนวโน้มการตลาดดิจิตอลในปี 2013 ได้เป็น 3 แนวทาง 1. การวัดผลจากจำนวน Like บน Facebook แฟนเพจจะหมดลง เนื่องจากการวัดผลที่แบรนด์สินค้าต้องการมากกว่าคือ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคต่อแบรนด์สินค้า ซึ่งจากการสำรวจพบว่า โดยเฉลี่ยผู้บริโภคมีส่วนร่วมต่อแบรนด์สินค้าเพียง 0.9% ขณะที่เฟซบุ๊คแฟนเพจที่มีจำนวนไลค์ 20 อันดับแรก มีผู้บริโภคที่มีส่วนร่วมต่อแบรนด์เฉลี่ยเพียง 3.9% โดยวัดจากฟีเจอร์ talking about this ของเฟซบุ๊ค

    ดังนั้น แบรนด์สินค้าจะต้องหันมาใส่ใจต่อการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคและแบรนด์ให้มาก ขึ้น โดยเพิ่มการแบ่งปันและคอมเมนท์ ซึ่งในเฟซบุ๊คแฟนเพจของแต่ละแบรนด์ควรตั้งเป้าหมายให้มี Brand Engagement 5% ของจำนวนไลค์

     

    2. โฆษณาผ่านวีดิโอคอนเทนท์บนโลกออนไลน์ (In-stream Video) จะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่าคอนเทนท์ 95% บนฟรีทีวีได้รับการอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ยูทูบ ทำให้เจ้าของคอนเทนท์จำต้องบล็อกคอนเทนท์ที่อัพโหลดโดยผู้อื่น ขณะเดียวกันก็จัดทำช่องของตัวเองผ่านเว็บไซต์ยูทูบเพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อออ นไลน์ และขายโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนงบจากโฆษณาโทรทัศน์มาสู่ In-stream Video มากขึ้น

    ขณะเดียวกันก็จะเป็นส่วนส่งเสริมประสิทธิภาพการโฆษณาเพิ่มขึ้นถึง 62% เนื่องจากสามารถเลือกประเภทกลุ่มผู้ชมได้ โดยนักการตลาดเชื่อว่า In-streaming Video ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาได้มากขึ้น 7% ทั้งยังลดต้นทุนถึง 11% ปัจจุบันมีการใช้งบโฆษณาสำหรับ In-streaming Video 125 ล้านบาท และในปี 2556 จะเพิ่มขึ้นถึง 750 ล้านบาท

     

    3.การวัดผลจะแม่นยำมากขึ้น ด้วยเครื่องมือวัดผลชนิดต่างๆ หมดยุคการวัดผลแบบคาดเดา (Guesstimate) อีกต่อไป ทำให้การตลาดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากข้อมูลที่แม่นยำและสามารถวัดผลได้ ทำให้นักการตลาดสามารถเลือกส่งสารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค ซึ่งในฐานะเจ้าของสินค้าควรลงทุนด้านความรู้ของบุคลากรเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนักการตลาดที่มีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิตอลยังมีจำนวน น้อย ขณะที่ความสำเร็จของการตลาดดิจิตอล ขึ้นอยู่กับบุคลากรถึง 99% และขึ้นอยู่กับเครื่องมือวัดผลเพียง 1% เท่านั้น

    อ่านบทความนี้แล้ว ธุรกิจเครือข่าย  ธุรกิจขายตรง และธุรกิจประกันภัย สามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 32. แนวโน้มการตลาดดิจิตอล 2013 นี่ได้เลยครับ