• » 33. Made in China

    Made in China

    รองศาสตราจารย์ ดร. โชติกา รามบุตร

    กรรมการสมาคมบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต

    พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน Digital Magazine

    Appsolutebiz

    พิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ 2

    เว็บไซต์สมาคมบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต

    19.9.2555

     

    นักการตลาดทั่วโลกเวลานี้ กำลังสนใจแนวคิด “เมดอินไชน่า” มากที่สุด

    การตลาดแบบจีน กำลังเป็นที่สนใจในแวดวงการตลาดระดับโลก ด้วยเหตุผลหลายประการ

    ประการแรก จีนคือตลาดที่มีผู้บริโภค หรือผู้ซื้อมากที่สุดในปัจจุบัน

    จากประชากรโลกกว่า  6 พันล้านคน จำนวน 1 พันล้านคนเศษ ถือเป็นตัวเลขที่นักการตลาดทั่วโลกจับตาดูเป็นพิเศษ

    ยกตัวอย่างเช่น ในแวดวงค้าข้าว ถ้าสามารถขายข้าวถุงละ 1 กิโลให้คนจีน 1 คนบริโภคเฉลี่ยจำนวน 1 พันล้านถุงเศษสมมติข้าวสารกิโลละ 15 บาท

    ก็จะกลายเป็นยอดขาย 15,000 ล้านบาทได้ในชั่วพริบตา!!!

    ประการที่ 2 สินค้า Made in China วันนี้กำลังถูกตลาดคนจีนด้วยกันเองทดสอบ “ระบบควบคุมคุณภาพ” อย่างจริงจัง

    ด่านที่1 ความโปร่งใส

    สินค้าเมดอินไชน่าหลายชิ้น ถูกลูกค้าชาวจีนตั้งข้อกังขาในเรื่องคุณภาพมาก เมื่อเทียบกับสินค้าจากนานาชาติ

    ยกตัวอย่างเช่น กิจการฟาร์มหมูในเมืองจีน ประสบปัญหา “ไวรัสหมูท้องร่วง”

    เนื่องจากปัญหา “วัตถุดิบราคาแพง” และ “วัตถุดิบหายาก”

    ทุกวันนี้หลายบริษัทในจีน ให้ความสนใจด้านการเพาะพันธุ์และทำฟาร์มหมู เพราะเนื้อหมูมีราคาดี จากข้อมูลสถิติอย่างไม่เป็นทางการ มีบริษัทที่เริ่มต้นธุรกิจไปแล้วว่า 30 บริษัท ในขณะที่บางบริษัทไม่ได้มีความเกี่ยวข้องด้านการเกษตรและฟาร์มมาก่อน

    ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่แพงขึ้นยังเป็นปัญหาใหญ่ของผู้เลี้ยงหมูไทย โดยปี 2555 นี้วัตถุดิบทุกชนิดปรับตัวสูงขึ้นหมด ไม่ว่าจะเป็นกากถั่วเหลืองจากราคากิโลกรัมละ 14 บาทปรับขึ้นเป็น 23 บาท มันสำปะหลังจาก 7.20 บาทต่อกิโลกรัมปรับขึ้นเป็น 7.60 บาท รำกิโลกรัมละ 460 บาทปรับเป็น 500 บาท แต่ราคาขายหมูหน้าฟาร์มหมูไทยยังถูกกำกับให้ขายในราคากิโลกรัมละ 54-55 บาท

    นักวิเคราะห์จากจีนกล่าวว่าค่าอาหารสำหรับเลี้ยงหมูมีราคาสูงขึ้น และจำนวนการทำฟาร์มลดลง การที่มีหลายบริษัทย้ายฐานลงทุนมาอาเซียน อาจเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจการค้าเนื้อหมูอาเซียนเป็นไปในทางที่ดี แต่อาจมีข้อเสียตรงที่ บางบริษัทอาจไม่รู้ทันเท่าการณ์ เพราะไม่มีประสบการณ์ หวังเพียงแต่การเก็งกำไร อีกปัญหาหนึ่งคือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูยังไม่มีการจัดการที่ดีหลังจากที่ได้ลง ทุนเพาะพันธุ์หมูกับบริษัท ทำให้ยังไม่ได้ค่าตอบแทนที่เพียงพอ และอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสี่ยงต่อวงจรการค้าเนื้อหมูได้

    ทุกวันนี้ ฟาร์มหมู เป็น “โอกาส” ของผู้ประกอบการไทย และอาเซียน เพราะนักธุรกิจจีนกำลังมองมาที่เมืองไทย ลาว เขมร และเวียดนาม

    ด่าน “ความโปร่งใส” เป็นด่านสำคัญ และเป็นโจทย์ยากที่จะค้าขายกับจีน เพราะต้องทำฟาร์มให้ได้มาตรฐาน มีขั้นตอนและกระบวนการเลี้ยงที่บริหารจัดการเป็นระบบ ระเบียบ สะอาด

    ด่านที่ 2 การฝึกอบรม วันนี้ สินค้าเมดอินไชน่า กำลังโกอินเตอร์ พนักงานขายชาวจีนหลายคนต้องเข้าคอร์สอบรมสัมมนา การขายตรง การขายส่ง การขายปลีก การวิจัยตลาด การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงนวัตกรรมและองค์ความรู้สมัยใหม่

    ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหาร การอบรม “สุขอนามัย” และ “อาหารปลอดภัย” เป็นประเด็นท้าทายสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ธุรกิจจีนกำลังนำเข้า “องค์ความรู้” การบริหารจัดการธุรกิจต่อเนื่องและตลอดเวลา

    ด่านที่ 3 ใบประกาศรับรองคุณภาพและมาตรฐาน

    ธุรกิจต่างๆ ในเมืองจีนวันนี้ กำลังขวนขวาย แสวงหาใบรับรองคุณภาพสินค้า  ทั้งมาตรฐาน GMP  มาตรฐาน HACCP รวมถึง ISO ระดับต่างๆ

    นี่คือความจริง ที่ธุรกิจเมดอินไชน่ากำลังเผชิญ

    ด่านที่ 4 ส่วนต่าง วันนี้ กิจการระดับโลกอย่าง Macdonald ในเมืองจีนพยายามหาส่วนต่างจากสินค้าจำนวนน้อยชิ้น แต่ขายได้กำไรมากกว่า โดยใช้เครื่องมือคือ “การโฆษณา” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกระแส “ผู้บริโภค”

    ประการที่ 3 การขนส่งและโลจิสติกส์

    ถ้าเคยศึกษาตำราการตลาดของฟิลิป คอตเลอร์ จะพบว่าคอตเลอร์ได้นำเสนอเรื่อง “Process” ซึ่งรัฐบาลจีนได้นำแนวคิดการตลาดเรื่องกระบวนการไปใช้เต็มๆ

    โดยเฉพาะการพัฒนา “ทางหลวง” และ “ทางรถไฟ” โดยเฉพาะรางคู่เพื่อการขนส่งสินค้า และรถไฟโดยสารความเร็วสูง

    เว็บไซต์ taobao.com และ alibaba.com รวมถึง 360buy.com ได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยลงทุนกันเป็นเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อให้การขนส่งและกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคทุกมณฑลของจีนภายในเวลาไม่เกิน 8 ชั่วโมงทำการ !!!

    ปัจจุบันการซื้อขายออนไลน์ ได้รับความนิยมสูงยิ่งในประเทศจีน เป็นประเด็นทางการตลาดที่น่าจับตา และเป็นกรณีศึกษาสำหรับธุรกิจ SMEs ในเมืองไทย!!!

    สถิติผู้ใช้บริการเฉพาะเว็บไซต์ taobao ปี 2553 มีจำนวนสูงถึง 370 ล้านคน ผู้ซื้อสินค้าจริง 27 ล้านคนใช้เงินซื้อสินค้าออนไลน์สูงถึง 147 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเกือบ 5 พันล้านบาท!!!

    เมืองไทยเรา ยังไม่มีผู้เก็บตัวเลขซื้อขายสินค้าออนไลน์กันจริงจัง เชื่อว่าแนวโน้มและอัตราเติบโต จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

    สินค้าเมดอินไชน่า ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในเวลานี้คือ เครื่องเล่นเอ็มพี 3 รองเท้านักกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ

    ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเมดอินไชน่าคือ “ความยั่งยืน” และ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

    ล่าสุดผลสำรวจของ Future Company’s Global Monitor ในปี 2554 ระบุว่าลูกค้าจีนกว่าร้อยละ 75 ยืนยันว่าต้องการเห็นสินค้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    ลูกค้าจีนจำนวนมาก คาดหวังคุณภาพสินค้าในระดับ “สูง” ถึง “สูงกว่า”

    ช่วงเวลาของสินค้า Made in China แบบด้อยคุณภาพ จบลงแล้ว

    สินค้าเมดอินไชน่าแบบใหม่ จะมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์สำคัญ 3 ประการ

                    ประการแรก  คุณภาพในระดับ “สูง” ถึง “สูงกว่า”

                    ประการที่ 2 เน้น “กระบวนการ” ส่งมอบ ภาคโลจิสติกส์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

                    ประการสุดท้าย สินค้าต้องมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการลูกค้า โดยต้องยึดหลัก “พัฒนาสู่ความยั่งยืน” และ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

    หวนกลับมาพิจารณาดูสินค้า เมดอินไทยแลนด์ บ้าง

    วันนี้ แนวคิดการตลาดจากเมืองจีน น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับ “ธุรกิจไทย”

    หมดยุค “ตีหัวเข้าบ้าน” ขายของแบบ “แชร์ลูกโซ่” สินค้าไม่มี “อย.” จะไม่มีที่ยืน

    สินค้าด้อยคุณภาพ หลอกขายได้แค่ครั้งเดียว

    แนวคิดทำตลาดเมืองไทยวันนี้ จะอยู่ได้ยั่งยืน ต้องเน้น ต้องชี้วัดกันที่  “คุณภาพ”

    คุณภาพที่พัฒนาต่อเนื่องและยั่งยืน คือปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในทศวรรษนี้

     

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 33. Made in China นี่ได้เลยครับ