• » 39. ธรรมะเพื่อการจัดการ:เจ้าสัวธนินท์กับคน4จำพวก

    ธรรมะเพื่อการจัดการ (๑)

    สมการความสำเร็จ
    โยนิโสมนสิการ

    ทุกข์มี เพราะยึด

    ทุกข์ยึด เพราะอยาก

    ทุกข์มาก เพราะติด

    ทุกข์พิชิตได้ เพราะปล่อย

     

    วันที่เริ่มเขียน 20 เมษายน 2556

    เจ้าสัวธนินท์ กับคน 4 จำพวก


    ศาสตราจารย์ ดร. อุทิส ศิริวรรณ*

    นายกสมาคมบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต

     

    หลายคนอยากให้ผมช่วยเขียนเรื่อง “ธรรมะ”

    ผมชอบออกตัวเสมอว่า ความรู้ “ธรรมะ” ของผมยังไม่ “ลุ่มลึก” ระดับ “มหาสมุทร”

    ยังเป็นเพียงแค่ระดับ “อ่าง” ซึ่งต้องไหลไปสู่ “แอ่ง” สู่ “ห้วย” “หนอง” “คลอง” “บึง” “ลำน้ำ” “ลุ่มน้ำ”

    และไหลต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับ “มหาสมุทร”

    แต่เมื่อใครต่อใคร อยากฟัง “ธรรมะ” ระดับ “อ่าง”

    ก็จะลอง “นำเสนอ” ให้ฟัง

    บังเอิญผมชอบ “ธรรมะ” เพื่อการจัดการ

    เพราะคิดและเชื่อว่า “ธรรมะ” สามารถใช้จัดการได้ทุกเรื่อง

    ทั้งจัดการ “คน” จัดการ “องค์กร” และจัดการ “สังคม”

    ธรรมะที่ผมนำเสนอ น่าจะ “แตกต่าง” จากที่ท่านเคยอ่าน เคยฟัง จากที่อื่นๆ

    หลักความสำเร็จจากแนวคิดท่านเจ้าสัว

    “หากจะทำการใดๆ ให้สำเร็จ ตามปรัชญาท่านเจ้าสัวธนินท์ ต้องทำสิ่งที่เร็วกว่าคู่แข่ง ต้องเป็นสิ่งที่สะดวก เป็นสิ่งที่ดี และมีคุณภาพ ตรงตามที่ใจลูกค้าต้องการ”

    หลักธรรมะจากแนวคิดท่านเจ้าสัว

    หลักโยนิโสมนสิการ ตริตรอง สุขุม ละเอียด รอบคอบ ถี่ถ้วน
    หลักอนูปวาโท ไม่ว่าร้ายใคร

    หลักอนูปฆาโต ไม่ทำให้ใครเจ็บ ไม่ทำให้ใครตาย

    สมการความสำเร็จ

    ข้อมูล:ข้อเท็จจริง+เท็จ+จริง+ประเด็นสำคัญ+ประเด็นสัมพันธ์>ความจริง+ความสำคัญ+ความสัมพันธ์=ความสำเร็จ

     

    แนวคิดท่านเจ้าสัวที่นำมาเป็นประเด็นถกเถียง Discussion วันนี้คือ

    เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ พูดไว้เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2553 ใจความสำคัญมีว่า

    “ยุคนี้เป็นยุคที่ปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ใครปรับตัวช้าก็เสียเปรียบทันที ไม่เกี่ยวกับขนาดแล้ว อย่างออกสินค้ามาวางขาย หากขายไม่ได้ ใน 3 เดือน ต้องเปลี่ยนออกไปทันที แล้วรีบหาสินค้าที่ขายได้มาขาย” เจ้าสัวกล่าว

    เป็นแง่คิดว่า ทุกๆธุรกิจทั้งภาคบริการ ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคพาณิชยกรรม และภาคการเกษตร ในกระแสโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วแบบ “วินาที” ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับตัว “รวดเร็ว” และ “มีคุณภาพ” เพื่อให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์การแข่งขันที่รุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวด เร็ว จึงจะมีโอกาส “ชนะ” ได้

    ในทางกลับกัน ธุรกิจที่ปรับตัว “ช้า” ถึงแม้จะมี “คุณภาพ” สถิติการค้าระหว่างประเทศบ่งชี้ว่าโอกาส “รอด” มีน้อยมาก หรือถึงจะมี “โอกาส” เหลืออยู่ ก็จะ “พ่ายแพ้” ในอีกไม่นาน

    การทำธุรกิจในยุคนี้ เป็นยุคสมัยที่ต้อง “เร็ว” คิดแล้วต้องรีบทำรวดเร็ว จะปรับ จะเปลี่ยนก็ต้องรีบทำอย่างรวดเร็ว

    ชัยชนะของคนยุคนี้ เป็นชัยชนะของผู้ที่ “คิดเร็วกว่า คิดได้ดีกว่า คิดในสิ่งที่มีคุณภาพและต้นทุนต่ำกว่า” “ออกสื่อได้ก่อน ออกสื่อได้ดีกว่า ออกสื่อได้ต้นทุนต่ำกว่า” และ “ผลิตได้เร็วกว่า ผลิตได้ดีกว่า ผลิตได้ถูกกว่า”

    คนจะประสบความสำเร็จ ไม่เอ๊ะ ! ไม่อ๊ะ! ไม่ลังเล ไม่สงสัย คิดแล้วทำ ทำแล้วต้องทำให้ดี ทำแล้วมีคุณภาพ อย่าเอา “เงิน” ที่ตั้ง แต่เน้น “ดีและมีคุณภาพ” เป็นสำคัญ

    คนเราเมื่อ “จริง” คือ “ซื่อ” และ “สัตย์” และเป็นคน “ดี” มี “คุณภาพ” และ “คุณธรรม” จะอยู่ในแวดวงใดๆ วงการใดๆ ก็จะอยู่ได้จีรังยั่งยืนตลอดไป

    วกกลับมาที่แนวคิด คำพูด และการกระทำของท่านเจ้าสัว

    เจ้าสัวธนินท์ เป็นคนพูดเรื่องใดๆ แล้ว จะมีคน 4 จำพวก คิด เห็น และทำแตกต่างกัน

    คนจำพวกแรก รับฟัง คิด ศรัทธา น้อมนำมาปฏิบัติ
    ฟังแล้วนำมาคิด อ่าน พินิจพิเคราะห์ ตรวจสอบ “ผลงาน” ของท่านเจ้าสัว เมื่อเห็นจนไร้ข้อกังขาว่าท่านเจ้าสัวมี “ผลงาน” ประจักษ์เป็นที่ยอมรับ ก็ “เชื่อ” และ “ศรัทธา” ลงมือทำตามใน “โอกาส” และ “ช่องทาง” การทำธุรกิจที่ท่านเจ้าสัวเปิดทางให้ อาทิ ซื้อแฟรนไชส์ร้าน
    7-11 หรือไม่ก็นำ “หลักการ” ของท่านมาประยุกต์ปรับใช้ให้เข้ากับกิจการของตนจนนำไปสู่ผลสำเร็จเป็น รูปธรรม เชื่อมั่นและศรัทธาในพลังอำนาจและแนวคิดของท่านเจ้าสัว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการจัดการระดับโลก “เร็วกว่า ดีกว่า ถูกกว่า” และรีบทำทันที ทำทันใด ทำทันใจ ทำอย่างดี ทำแบบมีคุณภาพ ก็สำเร็จได้รวดเร็ว คนกลุ่มนี้ บางคน อายุน้อยๆ เช่น “เถ้าแก่น้อย” หรือเคยล้มลุกคลุกคลาน ก็กลับมาฟื้น เช่น คุณตัน ภาสกรนที หรือบางคนในแวดวงสื่อ เช่น คุณสรยุทธ์ สุทัศนจินดา ที่นำเสนอ “เร็วกว่า ดีกว่า” หรือบางคนเช่น คุณอุดม แต้พานิช ที่นำเสนอ “เร็วกว่า ดีกว่า” คนกลุ่มนี้ ถ้าว่าตามหลักธรรมะ ยึดหลัก “โยนิโสมนนิการ” โดยไม่รู้ตัว ยึดหลัก “อนูปวาโท” ไม่ว่าร้าย ไม่ใส่ร้าย ยึดหลัก “อนูปฆาโต” ไม่ทำให้ใครเจ็บ ไม่ทำให้ใครตาย

    คนจำพวกที่ 2 ฟังแล้วไม่เชื่อ คัดค้าน จับผิด คิดลบ

    ฟังแล้วนำมาคิด วิเคราะห์ ถกเถียง วิพากษ์ วิตก วิจารณ์ต่างๆ นานา คิดลบ จับผิด หาข้อบกพร่อง หาข้อเสีย นำสิ่งที่ท่านเสนอไปเป็นประเด็นทางสังคม มองท่านเจ้าสัวในแง่ร้าย สุดท้าย ไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา คิดว่าสิ่งที่ท่านเจ้าสัวคิด พูด และทำ “เป็นไปไม่ได้” เมื่อคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่เชื่อถือ ไม่รับฟัง และเมื่อพูดกี่ครั้ง แสดงความหวังดีกี่ที ก็มองท่านเจ้าสัวในแง่ร้าย คิดลบกับท่านตลอด คนกลุ่มนี้ ทุกคนจบลงด้วย “เจ๊ง” “เจ็บ” “จน” บาดเจ็บ ล้มตาย กิจการเสียหาย กลายเป็นจำเลยในคดีแพ่ง คดีอาญา ปรากฏตัวตามศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลคดีผู้บริโภค ศาลแรงงาน ศาลล้มละลาย หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสกุล เปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนโทรศัพท์ เปลี่ยนที่ทำงาน หลบลี้หนีหน้าเจ้าหนี้ เจ้ากรรม นายเวร เป็นคนลับลมคมใน มีเล่ห์ มีเหลี่ยม หลบๆ ซ่อนๆ อยู่อย่างไม่มีความสุข แล้วก็พาลคิดว่าคนอื่นก็ไม่มีความสุขเหมือนตนเอง

    คนจำพวกที่ 3 ฟังแล้ว หาข้อมูล ค้นหาความจริงทั้ง 2 ด้าน

    ฟังท่านเจ้าสัวพูดแล้ว ฟังความเห็นกลุ่มคนที่เชื่อท่านเจ้าสัวแล้วก็คล้อยตาม ครั้นมาฟังความเห็นคนที่มองท่านในแง่ร้าย คนที่คิดลบกับท่าน ก็รู้สึกเอ๊ะ! อ๊ะ! ลังเล สงสัย ซ้ายหัน ขวาหัน สุดท้าย เอาแน่ เอานอนไม่ได้ ไม่ไปทางหนึ่งทางใด ใจหนึ่งก็คิดว่า “เป็นไปได้” อีกใจก็ค้าน “เป็นไปไม่ได้” สักพักก็กลับมาคิดว่า “เป็นไปได้” แต่แล้วก็ไขว้เขว “เป็นไปไม่ได้” สลับกลับไปกลับมา ทางโน้นที ทางนี้ที สุดท้ายเมื่อจับหลักได้ ก็ “สำเร็จ” จับหลักผิด ไขว้เขว ไปเข้ากับกลุ่มคนที่ 2 ก็ “ล้มเหลว” หรือไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่งก็ “ลอยตัว” อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่เจ๊ง ไม่เจ็บ ไม่จน ขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยร่ำ เคยรวย เท่าใดก็เท่านั้น

    คนจำพวกที่ 4 ฟังแล้ว คิดเทียบกับสิ่งที่ตนเองทำ ตนเองรู้ ก็คิดว่า “แน่กว่า” “เหนือกว่า” “เก่งกว่า”

    ฟังท่านเจ้าสัวพูดแล้ว คิดว่า “รู้ดีแล้ว” “รู้ทุกเรื่องแล้ว” “รู้หมดแล้ว” คิดว่าตนเองเก่งกว่าท่านเจ้าสัว สิ่งที่ท่านเจ้าสัวพูด ไม่มีอะไรใหม่ สู้ตนเองไม่ได้ ตนมีประสบการณ์และทำงานลองผิดลองถูกมาหมดแล้ว ไม่ต้องมาบอก ไม่ต้องมาสอน ไม่ต้องมาแนะนำ “เชื่อมั่น” ตนเองสูง ไม่สนใจคน 3 กลุ่มข้างต้น เชื่อมั่นตัวเองสุดๆ หลงตัวเองสุดๆ ยึดติดกับ “กรอบ” และ “หลักการ” ที่ตนเองมีประสบการณ์ ตนเองเคยชิน
    เป็น “กรณีศึกษา” ว่าในทุกวงการ คนที่ “ดี เด่น ดัง” จะต้องถูก “ลองของ”

    ถูก “ทดสอบ” ด้วยการนินทา ใส่ร้าย ใส่ความ ป้ายสี เสียดสี เยาะเย้ย เย้ยหยัน ดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยาม พูดสิ่งที่ฟังแล้วไม่รื่นหู ไม่สบายใจ พูดสิ่งที่สร้างความเดือดร้อน ฟังแล้วไม่สบายใจ ต่างๆ นานามาให้

    ในขณะเดียวกัน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็น “แฟนคลับ” เป็น “แฟนพันธุ์แท้” พูดยกย่องต่อหน้าและลับหลัง ไม่ยก ไม่ยอ ไม่ปอ ไม่ปั้น ไม่ปรุงแต่ง สรรเสริญจากใจจริง ชื่นชมด้วยความรู้สึกดีๆ ชมเชย เคารพ นับถือ เชื่อถือ ศรัทธา ยอมรับ นับถือ ให้เกียรติ เงี่ยหูฟังว่าจะแนะนำ บอก กล่าว สั่ง หรือสอนสิ่งใด ก็จะน้อมรับความคิด ความเห็น นำมาปรับปรุง นำมาใช้ในกิจการ เพื่อให้เจริญรุ่งเรืองรุดหน้าสืบไป

    เป็นแง่คิดว่า จะคิด พูด ทำ การใด ๆ จะต้องมีคน 4 กลุ่ม เกาะกระแส เกาะติด ทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำของตัวท่าน

    “จริง” เท่านั้น ที่จะทำให้ท่านประสบพบความสำเร็จ ท่านต้องคิดจริง พูดจริง ทำให้ได้จริงตามที่พูด ตามที่ตกปาก รับคำ สิ่งใดที่ “ทำไม่ได้” ก็อย่ารับปาก อย่าตกปากรับคำ เพราะเมื่อรับแล้ว “ทำไม่ได้” จะกลายเป็น “คนไม่ดี” ตกเป็น “เหยื่อ” ตกเป็น “จำเลย” ของสังคม และคนรอบข้าง จะทำการใดๆ ให้ทำแล้วคนที่ “ได้” สิ่งใดๆ จากท่านแล้ว เขารู้สึก “คุ้มค่า” กว่าค่าตอบแทนที่มอบให้ แล้วท่านก็จะมีคนบอกต่อ บอกเล่าเก้าสิบ “คนดี” “ของดี” “คนจริง” ของจริง
    ไม่มีใครปฏิเสธ มีแต่คนจะเสาะแสวงหา แล้วมาฝากตัวเป็นศิษย์ ขอเป็นเครือข่าย ขอเป็นสมัครพรรคพวก
    ขอเป็นทีมงาน ทีมเวิร์ก อยากร่วมงาน อยากทำงานกับท่าน

    หลักธรรมมีว่า “สจฺเจนาลิกวาทินํ” ชนะคนพูดไม่จริง ด้วยความจริง

    หลักการมีว่า “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”

    จะดูคน จะพิสูจน์คน จะยอมรับ จะเชื่อถือใครสักคน ขอให้ดูความคิด คำพูด และการกระทำ พฤติกรรม นิสัย อุปนิสัย จนถึงสันดานของคนนั้นๆ รวมถึงคุณธรรมที่คนนั้นๆ แสดงออกมาทั้งชีวิต

    ให้ตรวจสอบดูพฤติกรรมเขาหรือเธอจากคนรอบข้าง จากสังคมที่เขาหรือเธออยู่ จากแวดวง วงการที่เขาหรือเธอเกี่ยวข้อง แต่ต้องใช้หลัก “โยนิโสมนสิการ” พิจารณาว่าคนรอบตัวเขาหรือเธอเป็นคนประเภทใดใน 4 ประเภทข้างต้น “บวก” “ลบ” “กลาง” “เหนือกว่า” เพราะถ้าไปพูดคุยไปหาข้อมูลกับคนที่ “ลบ” ก็จะได้ข้อมูล “ติดลบ” แต่ถ้าไปคุยกับคนที่ “เหนือกว่า” คนเหล่านี้ก็จะ “กด” ไว้ ไม่ยกย่องความดี และความจริงให้ปรากฏ

    การสำรวจตรวจสอบความคิด คำพูด และการกระทำ รวมถึงผลงานของบุคคลผู้หนึ่งย้อนหลังตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเชื่อถือได้มากกว่าคำพูดหรือข่าวลือที่ “เขาเล่าว่า” “เขาอ้างว่า”

    หลักการของบัณฑิต “โยนิโสมนสิการ” เป็นหลักการที่ดีมาก

    สาระสำคัญมีว่าให้เปิดใจ กว้าง เปิดความคิดรับฟังข้อมูลข่าวสารใดๆ แล้วอย่าคิด “บวก” อย่าคิด “ลบ” อย่าคิดว่าเรา “เหนือ” กว่าให้วางตัว “เป็นกลาง” ฟังข้างโน้นที ฟังข้างนี้ที จำแนก แยกแยะ เปรียบเทียบ ตีความให้แยกออกเป็นประเด็นที่ “เท็จ” ประเด็นที่ “จริง” ประเด็นที่ “เกี่ยวข้อง” ประเด็นที่ “สำคัญ” ประเด็นที่ “สัมพันธ์” ประเด็นที่ไม่ “สัมพันธ์” และ “ไม่สำคัญ” ให้ตัดทิ้งไป เหลือเฉพาะความ “จริง” ที่ “สำคัญ” และ “สัมพันธ์” จนชัดเจนดีแล้ว ใคร่ครวญดีแล้ว ไตร่ตรองดีแล้ว รอบคอบ ละเอียด ถ้วนถี่

    สมการการรับฟังข้อมูลข่าวสารให้นำไปใช้ได้ผล นำไปใช้จนประสบผลสำเร็จมีว่า

    ข้อมูล:ข้อเท็จจริง+เท็จ+จริง+ประเด็นสำคัญ+ประเด็นสัมพันธ์>

    ความจริง+ความสำคัญ+ความสัมพันธ์=ความสำเร็จ

    ขยายความสมการข้างต้นว่า เมื่อใช้หลัก “โยนิโสมนสิการ” จับ เราจะพบว่า “ข้อมูล” รอบด้าน รอบตัวล้วนเป็นข้อมูลที่จริงๆ เท็จๆ นักปราชญ์จะต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ให้ออกโดยตัด “ข้อเท็จ” และประเด็นที่ “ไม่สำคัญ” และ “ไม่สัมพันธ์” ออกเหลือเฉพาะ “ข้อจริง” ที่ประกอบด้วยความจริง มีความสำคัญ และมีความสัมพันธ์

    ยกตัวอย่างเช่น แนวคิดท่านเจ้าสัวธนินท์ จับประเด็นได้ว่า “ความจริง” ที่ “สำคัญ” คือการทำงานที่ รวดเร็ว มีความ “สัมพันธ์” กับความสะดวก การนำเสนอสินค้าและบริการที่ดี มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาดคือผู้บริโภค ซึ่งสรุปเป็นหลักการแห่งความสำเร็จได้ว่า

    “หากจะทำการใดๆ ให้สำเร็จ ตามปรัชญาท่านเจ้าสัวธนินท์ ต้องทำสิ่งที่เร็วกว่าคู่แข่ง ต้องเป็นสิ่งที่สะดวก เป็นสิ่งที่ดี และมีคุณภาพ ตรงตามที่ใจลูกค้าต้องการ”

    หลักการนี้ ใช้ได้กับ SMEs ที่กำลังมองหา “สินค้า” หรือ “บริการ” ต่างๆ ก็ต้องนำข้อความ 2 บรรทัดข้างต้นมาใช้ “หากจะทำการใดๆ ให้สำเร็จ ตามปรัชญาท่านเจ้าสัวธนินท์ ต้องทำสิ่งที่เร็วกว่าคู่แข่ง ต้องเป็นสิ่งที่สะดวก เป็นสิ่งที่ดี และมีคุณภาพ ตรงตามที่ใจลูกค้าต้องการ”

    เมื่อคิดจนเกิดสภาวะ “ตีแตก” และ “ตอบโจทย์” ได้ ก็จะนำไปสู่ “ความสำเร็จ” ที่ยั่งยืนตลอดไป

    จะ “เชื่อ” หรือ “ทำ” ตาม เชื่อและทำตามแล้วดีหรือไม่ อยู่ที่ “วิจารณญาณ” การใช้ความรอบคอบในการพินิจพิจารณาว่าจะเชื่อหรือทำตาม

    ไม่ว่าผมจะไปสอน ไปบรรยายที่ไหน ทั้งในและต่างประเทศ สิ่งที่ผมจะพูดย้ำเสมอว่า คนเราต้อง “เชื่อ” อะไรสักอย่าง แต่ก่อนจะ “เชื่อ” ต้องคิดให้ตก คิดให้รอบคอบ คิดให้ถี่ถ้วน ว่าคนๆ นั้นนำ “ยาอมตะ” หรือ “ยาพิษ” มาให้เรากิน เราดื่ม เราอาบ เราบริโภค

    สิ่งใดที่รับฟังแล้วเป็นประโยชน์ก็นำไปใช้ สิ่งใดที่นำไปสู่การทะเลาะ แตกแยก ใส่ร้าย ใส่ความ หมิ่นประมาท เป็นคดี เป็นความ เป็น “ยาพิษ” ก็อย่าไปรับรู้ ไปเห็น ไปทราบ

    อะไรที่ฟังแล้วดี เป็นประโยชน์ ไม่ต้องเอ๊ะ! ไม่ต้องอ๊ะ! ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องสงสัย

    ทุกคน เป็นตัวของตัวเอง ผมไปสั่ง ไปบังคับ ไปข่มขู่ ให้ใครฟังใคร ให้ใครเชื่อใคร ให้ใครทำตามใคร ไม่ได้หรอกครับ

    เพราะผมเชื่อในหลักการสากลของฝรั่งเศสและอเมริกาที่นำเสนอว่า “เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ”

    ทุกคนมีมีอิสรเสรี สามารถนำเสนอหลักคิดหลักทำเป็นตัวของตัวเองด้วยมิตรภาพ ความเป็นกันเอง และไมตรีจิต

    ประเด็นมีว่า สิ่งที่นำเสนอต่อสาธารณะ ต้องคัดเลือก คัดสรร อย่านำเสนอเรื่องที่ทำให้ใครเจ็บ ทำให้ใครตาย

    หวังว่าท่านที่อ่านบทความนี้ คงได้หลักการ และหลักธรรมไปปรับใช้กับตัวท่าน และองค์การท่าน เพื่อเพิ่มพูน
    และพัฒนาคุณภาพคนและองค์กรของท่านให้มี “สมรรถนะ” ด้านการจัดการความคิด และวิสัยทัศน์ที่สามารถ
    แข่งขันได้ในเวทีระดับประเทศและระดับนานาชาติ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    comments


หากมีประโยชน์ ร่วมแชร์บทความ: 39. ธรรมะเพื่อการจัดการ:เจ้าสัวธนินท์กับคน4จำพวก นี่ได้เลยครับ